บริการจากระบบนิเวศ พื้นที่ชุ่มน้ำ

pic2_1

บริการจากระบบนิเวศ (Ecosystem Services) คือ ประโยชน์ที่มนุษย์ได้รับทั้งโดยทางตรงและทางอ้อมจากการทำหน้าที่ของระบบนิเวศ สามารถแบ่งบริการจากระบบนิเวศ นี้ออกเป็น 4 ประเภท [1] ได้แก่

  1. บริการและประโยชน์ที่ได้รับจากการให้และการเป็นแหล่งเสบียง (Provisioning Services) เช่น อาหาร น้ำสะอาด ไม้ ปลา สมุนไพร
  2. บริการและประโยชน์ที่ได้รับจากการควบคุมกลไกและการทำงานของระบบ (Regulating Services) เข่น การควบคุมและรักษาสมดุลของน้ำและบรรยากาศ ความสามารถในการกักเก็บและการกรองน้ำ ความสามารถในการป้องกันการชะล้างของหน้าดิน ความสามารถในการบรรเทาเบาบางผลกระทบจากภัยธรรมชาติ
  3. บริการและประโยชน์ที่ได้รับทางด้านสังคมวัฒนธรรม (Cultural Services) เช่นเป็นสถานที่ท่องเที่ยวและพักผ่อนหย่อนใจ เป็นแหล่งเรียนรู้และสร้างแรงบันดาลใจ
  4. บริการและประโยชน์ที่ได้รับในฐานะที่เป็นปัจจัยสนับสนุนและเกื้อกูลต่อระบบชีวิตทั้งหมด (Supporting Services) เช่น การควบคุมการหมุนเวียนของธาตุอาหารในดิน ความสำคัญในฐานะเป็นแหล่งการผลิตขั้นปฐม

แอนดรู บาล์มฟอร์ด [2] ในบทความเรื่อง“Economic reasons for conserving wild nature” ในวารสาร Science ฉบับที่ 297: หน้าที่ 950-953 ทำการประเมินมูลค่าของบริการจากระบบนิเวศในหลายกรณีศึกษา พบว่า การเปลี่ยนรูปการใช้ประโยชน์จากที่ดินจากป่าโกงกางเป็นนากุ้งในประเทศไทย ก่อให้เกิดต้นทุนทางเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมสูงกว่าประโยชน์ที่ได้รับจากการเลี้ยงกุ้ง   ในประเทศมาเลเซียก็เช่นเดียวกัน การปรับเปลี่ยนสภาพป่าเพื่อการเกษตรสวนปาล์มน้ำมันนั้น ก่อให้เกิดผลกระทบทางลบที่มีมูลค่าสูงกว่าผลประโยชน์ที่ได้จากการปลูกปาล์มเสียอีก (ภาพประกอบที่ 1)

4

ภาพประกอบที่ 1 การคิดคำนวณผลประโยชน์และต้นทุนทางเศรษฐกิจจากการเปลี่ยนแปลงประโยชน์การใช้ที่ดินในรูปแบบต่างๆ  คัดลอกจาก[2]

โรเบิร์ต คอสสแตนซ่า [3] ในบทความเรื่อง “Value of the world’s ecosystem services and natural capital”  ในวารสาร Nature ก็ได้ทำการศึกษาเพื่อประเมินมูลค่าการให้บริการจากระบบนิเวศเช่นกัน  การประเมินมูลค่าระบบนิเวศของโลกนี้พบว่า บริการจากระบบนิเวศมีมูลค่าสูงถึง $33,000 ล้านล้านเหรียญสหรัฐต่อปีสูงกว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมของโลกที่มีค่าเฉลี่ยประมาณ $18,000 ล้านล้านเหรียญสหรัฐต่อปีเสียอีก

5

ภาพประกอบที่ 2 ค่าเฉลี่ยบริการจากระบบนิเวศต่างๆ คัดลอกจาก[3]

สำหรับกรณีศึกษาพื้นที่ชุ่มน้ำนั้น การศึกษา The Economic Values of the World’s Wetlands ของ องค์กรกองทุนสัตว์ป่าโลก (WWF) ในปี 2004 [4] ได้ทำการประเมินมูลค่าบริการจากระบบนิเวศพื้นที่ชุ่มน้ำทั่วโลก พบว่า โลกได้รับประโยชน์จากบริการของระบบนิเวศพื้นที่ชุ่มน้ำสูงถึงกว่าปีละ 3.4 พันล้านเหรียญสหรัฐ โดยทวีปเอเชียมีมูลค่าบริการจากระบบนิเวศพื้นที่ชุ่มน้ำสูงกว่าทวีปอื่นๆ โดยมีมูลค่าสูงถึง 1.8 พันล้านเหรียญสหรัฐต่อปี (ดังแสดงในตารางที่ 1)

6

ตารางที่  1 การประเมินมูลค่าทางเศรษฐกิจของบริการจากระบบนิเวศพื้นที่ชุ่มน้ำแบ่ง ตามทวีปต่างๆในโลก

สำหรับประเทศไทย ผลประโยชน์ที่ได้จากการทำหน้าที่ของระบบนิเวศชุ่มน้ำและระบบนิเวศอื่นๆยังไม่ได้รับการประเมินมูลค่าทางเศรษฐกิจอย่างเหมาะสมและรอบด้านมากนัก ทั้งนี้เนื่องจากระบบนิเวศมีลักษณะของการเป็นทรัพยากรร่วม (Common-pool Resources) และมูลค่าจากบริการจากระบบนิเวศหลายด้านไม่อยู่ในระบบตลาดที่มีกลไกทางราคารองรับ (Non-market) ทำให้การประเมินมูลค่าทรัพยากรเป็นเรื่องยาก ด้วยเหตุนี้เองพื้นที่ชุ่มน้ำ (และทรัพยากรธรรมชาติอื่นๆ เช่น ป่าไม้) จึงถูกนำไปใช้ประโยชน์เพื่อตอบสนองความต้องการระยะสั้นที่วัดค่าทางเศรษฐกิจโดยละเลยการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืนซึ่งเป็นคุณค่าระยะยาวที่จะได้รับ การมุ่งเน้นแสวงหาผลกำไรสูงสุดโดยการวัดจากผลประโยชน์เฉพาะหน้าระยะสั้นนี้ก่อให้เกิดความเสื่อมโทรมของทรัพยากร เป็นการทำลายและลดทอนความสมดุลของระบบ อันจะก่อให้เกิดโศกนาฏกรรมของพื้นที่สาธารณะ (Tragedy of the commons) ในที่สุด

อาจกล่าวโดยสรุปได้ว่า การประเมินผลประโยชน์และการจ่ายค่าบริการที่เกิดจากบริการของระบบนิเวศยังเป็นแนวคิดใหม่ที่ยังไม่ได้ตกผลึกอย่างสมบูรณ์ มีข้อจำกัดและข้อถกเถียงทางวิชาการมากมายถึงความถูกต้องของระเบียบวิธีและผลจากวิจัย อย่างไรก็ตามแนวคิดนี้ (ถึงแม้จะยังมีข้อถกเถียงถึงความถูกต้องของระเบียบวิธีและผลจากวิจัย) นี้ ได้ขยายปริมลฑลแห่งความรู้ของการคิดคำนวณผลประโยชน์และต้นทุนทางเศรษฐกิจ อันจะนำไปสู่การตัดสินใจที่ชาญฉลาดหากมีการคิดคำนวณอย่างรอบคอบ และรอบด้าน อีกทั้งจะส่งเสริมให้เกิดการจัดสรรทรัพยากรที่มีประสิทธิภาพ สร้างความเป็นธรรมให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมากยิ่งขึ้น (เนื่องจากเป็นกรอบแนวคิดที่วางอยู่บนพื้นฐานของวิธีคิดที่ว่าทรัพยากรธรรมชาติไม่สามารถทดแทนกันได้อย่างสมบูรณ์และไม่ใช่ของฟรีอีกต่อไป) และจูงใจให้เกิดการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ บนหลักการของผู้ได้รับประโยชน์เป็นผู้จ่าย ( Beneficiarypays principle) เป็นการสร้างความตระหนักในคุณค่าและมูลค่าของระบบนิเวศ เสริมสร้างความรู้สึกเป็นเจ้าของและส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการฟื้นฟูรักษาทรัพยากรอีกด้วย

เขียนโดย : อภิสม อินทรลาวัณย์

 

เอกสารอ้างอิง

  1. Millennium Ecosystem Assessment (2003). Ecosystem and Their Services. Ecosystems and Human Well-Being: A Framework for Assessment. Washington DC, Island Press.
  2. Balmford, A., A. Bruner, P. Cooper, R. Costanza, S. Farber, R. E. Green, M. Jenkins, P. Jefferiss, V. Jessamy and J. Madden (2002). “Economic reasons for conserving wild nature.” science 297(5583): 950-953.
  3. Costanza, R., R. d’Arge, R. d. Groot, S. Farber, M. Grasso, B. Hannon, K. Limburg, S. Naeem, R. V. O’Neill, J. Paruelo, R. G. Raskin, P. Sutton and M. v. d. Belt (1997). “The value of the world’s ecosystem services and natural capital.” Nature 387: 253-260.
  4. Brander, L. and K. Schuyt (2004). “The economic values of the world’s wetlands.”

ขอบคุณรูปภาพจาก WWF Global